รายละเอียดบทความ

เรื่องของศาลพระภูมิ

เรื่องของศาลพระภูมิ

พระภูมิเจ้าที่ ความเชื่อ ความศรัทธา ความรู้สึก คนไทยมีความเชื่อว่า "พระภูมิ" หรือ "ภูมิเทวดา" มีหน้าที่รักษาอาณาเขตที่ดินที่เจ้าของได้อัญเชิญมาสิงสถิตบนศาลพระภูมิ เพื่อปกป้องคุ้มครองเจ้าของบ้านและบริวารให้อยู่เย็นเป็นสุขมีความเจริญรุ่งเรือง ควันธูปเทียนลอยอบอวลเหนือเรือนไม้ทรงไทยหลังเล็กบนเสาเดี่ยวดูกลางเก่ากลางใหม่จำลองย่อขนาดจากเรือนไทยจริง รอยแป้งเจิมไว้สามจุดคล้ายอักขระมนต์คาถาที่หน้าบันดูเลือนรางร่องรอยทองเปลวมีอยู่ทั่วเรือนเล็กหลังนี้ พวงมาลัยใหม่หลายพวงโชยกลิ่นหอมมะลิอ่อน ๆ ในบริเวณใกล้เคียง อีกพวงมาลัยเก่าที่ร่วงโรยไปตามกาลเวลากลับสู่ธรรมชาติที่มันมา...สู่ดิน พวงมาลัยพลาสติกหลากสี "เจ็ดสีเจ็ดศอก" สะท้อนความเชื่อและความศรัทธา ของผู้มาเซ่นเคารพศาลพระภูมิแห่งนี้ ระโยงระยางรอบ ๆ เรือนไม้แต่งแต้มสีสันดูขัดกับเนื้อไม้และพรรณไม้ที่ขึ้นข้างเคียง ตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์รูปผู้ชายในชุดไทยทั้งสีฟ้า แดง เหลือง นั่งเรียงรายทางหน้าประตูเรือนไทยใกล้กับตุ๊กตาคู่ละครรำทั้งใหม่เก่าหลายคู่ที่ยืนกระจัดกระจายอยู่ เมื่อมองเข้าไปภายในเรือนไม้ แผ่นไม้รูปดอกบัวปักบนฐานปรากฎภาพวาดเทวดา ในหัตถ์ซ้ายถือถุงเงินหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ ภาพศาลพระภูมิที่เราพบเห็นอยู่ทุกวี่ทุกวันมีหลายแบบหลากสีสัน ทั้งรูปทรงเรือนไทย ปราสาท มณฑป โบสถ์ วิหาร ปรางค์ ซึ่งจำลองจากสถาปัตยกรรมของจริง ย่อส่วนมาตั้งไว้บนเสาเดี่ยวอาจทอนรายละเอียดบางส่วนไปบ้าง แต่ยังคงลัษณะเด่นให้เห็นชัด ศาลพระภูมิบางหลังอาจมีการตกแต่งในส่วนรายละเอียดมากกว่าสถาปัตยกรรมจริง ไม่ว่าจะเป็นการนำกระจกสีมาประดับ การลงสี การแกะสลักลวดลายบนไม้ หรือลายปูนปั้น เพื่อเพิ่มความแวววาวและสีสันบนตัวศาล คนไทยมีความเชื่อว่า "พระภูมิ" หรือ "ภูมิเทวดา" ที่มีหน้าที่รักษาอาณาเขตที่ดินที่เจ้าของได้อัญเชิญมาสิงสถิตบนศาลที่ได้จัดสร้างไว้ ภูมิเทวดาองค์ใดจะอยู่ประจำ ณ ที่แห่งใด เจ้ากรุงพลีผู้เป็นใหญ่ในชั้นจตุโลกบาลจะเป็นผู้กำหนดให้ เราอาจสงสัยว่า "พระภูมิ" คือใคร? มีตำนานเล่าถึงพระภูมิว่า ในอดีตมีกษัตริย์พระนามว่าท้าวทศราชครองกรุงพลี มีพระโอรส ๙ พระองค์ ล้วนแต่ปรีชาสามารถ ท้าวทศราชได้ส่งพระโอรสไปรักษาถิ่นต่าง ๆ เป็นต้นว่าเคหสถาน ทวารเมือง ป้อมค่าย บันได คอกสัตว์ ยุ้งฉางข้าว เรือนหอบ่าวสาว ไร่นา ป่าเขา ปูชนียสถาน ห้วยหนอง คลอง บึง แม่น้ำ ส่วนโอรสหรือพระภูมิเจ้าที่ที่อยู่ประจำเคหสถานมีนามว่า "พระชัยมงคล" พระภูมิมีคนรับใช้อีก ๓ คน เป็นชาย คือ นายจันทิศ นายจันถี และจ่าสพพระเชิงเรือน คอยรับใช้อยู่หน้าศาล ส่วนทางชาดกในพระพุทธศาสนาได้เล่าเกี่ยวกับพระภูมิว่า ในสมัยครั้งพระพุทธเจ้าทรงเป็นพระโพธิสัตว์ได้ทรงบำเพ็๋ญฌาณอยู่ใต้ต้นไทรปรากฎว่าพระภูมินามว่า พระเจ้ากรุงพลีไม่พอใจได้แสดงอภินิหารขับไล่พระโพธิสัตว์พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยญาณถึงเรื่องภายหน้า จึงทรงขอพื้นที่ดินจากพระเจ้ากรุงพลีเพียง ๓ ก้าว เพื่อบำเพ็ญฌาณต่อไป พระเจ้ากรุงพลีเห็นว่าเป็นที่ดินเพียงเล็กน้อยเท่านั้นจึงอนุญาต แต่พระโพธิสัตว์ทรงมีบุญญาภินิหาร ดังนั้นเมื่อทรงย่างก้าวเพียง ๒ ก้าวก็พ้นเขตพื้นแผ่นดินของพระเจ้ากรุงพลี พระเจ้ากรุงพลีจึงไม่มีที่ดินอยู่ ต้องออกไปอยู่นอกป่าหิมพานต์ไม่สุขสบายเช่นที่อาศัยของตน จึงกลับมาทูลขอพื้นที่ดินจากพระโพธิสัตว์ พระพุทธองค์ทรงรู้แจ้งด้วยญาณว่าพระเจ้ากรุงพลีจะทำหน้าที่เป็นพระภูมิที่ดีคอยคุ้มครองมนุษย์และสัตว์โลกทั่วไปในภายภาคหน้า จึงทรงคืนที่ดินให้กับพระเจ้ากรุงพลี และทรงขอให้ตั้งมั่นอยู่ในความสุจริต ไม่เบียดเบียนผู้อื่นอีกต่อไป ตามความเชื่อในพระพุทธศาสนาหรือทางพระนั้น พระภูมิเป็น "โอปปาติกะ" คือ เป็นผู้ที่เกิดผุดขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ อาศัยอดีตกรรมได้แก่ เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต และอสุรกาย ในพระพุทธศาสนาจึงยอมรับการมีของเทวดาเพราะเทวดาก็เป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นโดยเงื่อนไขของธรรมชาติ สำหรับคนไทยในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเร้นลับ และไสยศาสตร์ คงเป็นสิ่งที่ผูกพันในชีวิตเราแทบทุกคน ศาลพระภูมิเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ใกล้ตัวอันแสดงถึงความเชื่อและความศรัทธาที่คนไทยมีต่อสิ่งนี้ ฉะนั้นในการประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับสิ่งนี้จึงต้องมีการกระทำกันอย่างถูกต้อง เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ผู้อยู่อาศัย การเซ่นสังเวยและการตั้งศาลพระภูมิ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมาแต่โบราณ โดยจะกระทำเมื่อปลูกบ้านใหม่หรือย้ายที่อยู่ เพราะเชื่อว่าขั้นตอนการตั้งศาลจะเป็นการขับไล่สิ่งอัปมงคลทั้งหลายให้ออกไปจากบ้าน แล้วจึงอัญเชิญพระภูมิมาสิงสถิตเพื่อปกป้องคุ้มครองเจ้าของบ้านและบริวารให้อยู่เย็นเป็นสุข มีความเจริญรุ่งเรืองมีโชคลาภ และถือว่าพระภูมิเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งของบ้าน พิธีการตั้งศาลนั้น โดยทั่วไปเจ้าของบ้านจะปรึกษาผู้รู้หรือพราหมณ์ผู้ประกอบพิธี มาประกอบพิธีให้ เริ่มจากการตรวจดูฤกษ์ยาม ซึ่งเข้ากับวันเดือนปีเกิดของเจ้าของบ้าน เพื่อให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข ฤกษ์ที่นิยมคือ

      ภูมิปาโลฤกษ์ หรือฤกษ์ผู้รักษาแผ่นดินเป็นฤกษ์ของพระภูมิโดยเฉพาะ
      เทวีฤกษ์ หรือฤกษ์ของนักธุรกิจ ร้านเสริมสวย
      มหัทธโนฤกษ์ หรือฤกษ์มหาเศรษฐี สำหรับเจ้าบ้านที่เป็นพ่อค้า
      ราชาฤกษ์ หรือฤกษ์ผู้ยิ่งใหญ่สูงส่ง
      ฤกษ์มงคลทั่ว ๆ ไป

    ส่วนฤกษ์ที่ห้ามยกศาลโดยเด็ดขาด คือ

      ฤกษ์คนจน จะทำให้ตกต่ำไม่เจริญก้าวหน้า
      ฤกษ์โจร จะถูกโจรผู้ร้ายเบียดเบียน
      ฤกษ์นักการเมือง จะถูกโยกย้ายบ่อย อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง
      ฤกษ์พระสงฆ์ ไม่เหมาะกับชาวบ้านให้งดเว้น เพราะถือเป็นฤกษ์ขัดลาภ
    ถ้าเป็นวันดีตามโบราณจะเป็นวันที่ตรงกับข้างขึ้นหรือข้างแรม ๒, ๔, ๖, ๙, ๑๑ ค่ำ ส่วนวันเดือนที่ห้ามยกศาลมีวันพฤหัสบดี วันเสาร์เดือน ๑, ๕, ๙ วันพุธ วันศุกร์เดือน ๒, ๖, ๑๐ วันอังคารเดือน ๓, ๗, ๑๑ และวันจันทร์เดือน ๔, ๘, ๑๒
    เมื่อหาฤกษ์งามยามดีแล้ว จึงหาที่ตั้งศาลตามตำรากล่าวว่าต้องเป็นที่ที่สะอาด เงาบ้านไม่ควรทับศาล และเงาศาลไม่ควรทับบ้านเช่นกัน เพราะจะเป็นการหมิ่นพระภูมิ ถือเป็นอัปมงคล และห้ามหันหน้าเจว็ดตรงทางเข้าบ้าน เพราะถือว่าเป็นการเหยียบศรีษะพระภูมิท่าน บริเวณที่ดินที่จะใช้ตั้งศาล ควรมีความกว้างยาวเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ๔ x ๔ ยกพื้นให้เหนือพื้นดินประมาณ ๑ คืบ ให้มีพื้นที่พอเดินรอบศาลได้
  •  
      ศาลพระภูมิผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ ราชตระกูล หันหน้าศาลไปทางทิศเหนือ
      ศาลพระภูมินา ทุ่งลาน หันหน้าศาลไปทางทิศตะวันตก
      ศาลพระภูมิบ้านคหบดี เศรษฐี พ่อค้า หันหน้าไปทางทิศใต้
      ศาลพระภูมิวัด ปูชนียวัตถุ สาธารณสถาน หันหน้าศาลไปทางทิศตะวันออก
  • การตั้งศาลพระภูมิตามทิศที่ถูกต้องก็จะเป็นมงคลเช่นกัน ที่นิยมมีดังนี้

    สำหรับคนธรรมดาสามัญในตำราไม่ได้กล่าวไว้ แต่ผู้ทำพิธีนิยมหันหน้าศาลไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือหรือทิศตะวันออกเฉียงใต้
    ตัวศาลพระภูมินั้นไม่มีข้อกำหนดว่าต้องเป็นสีใดหรือขนาดเท่าใด ส่วนใหญ่จะนิยมใช้สีประจำวันเกิดของเจ้าที่ ลักษณะและรูปแบบของศาลพระภูมิจะสะท้อนให้เห็นวิวัฒนาการของบ้านเรือนและอาคารสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไป ตามยุคสมัยและความเจริญของบ้านเมืองอย่างเช่นบ้านในสมัยโบราณ สร้างเป็นเรือนไม้ทรงไทย ศาลพระภูมิก็จะมีรูปแบบเป็นทรงไทยไม้หลังน้อย ๆ เช่นเดียวกัน ในปัจจุบันเราจึงเห็นรูปแบบของศาลพระภูมิที่ดูแปลกตาตามยุค บางแห่งสร้างขึ้นจากการย่อส่วนของสถานที่จริง เพื่อให้เข้ากับอาคารที่มีอยู่
    ส่วน "เจว็ด" (บางทีอาจเรียกว่า "ตระเว็ด" หรือ "เตว็ด" ก็มี) หรือตัวองค์พระภูมิ ถือเสมือนตัวแทน "เทวดา" หรือ "เจ้าที่" นาม "พระชัยมงคล" เดิมจะเป็นภาพเทวดาบนแผ่นไม้รูปวงรีมีฐานตั้งปัจจุบันเจว็ดประจำศาลมักจะใช้เป็นรูปหล่อทองเหลือง ดูเปล่งปลั่งคล้ายทอง ในหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ หัตถ์ซ้ายถือถุงเงิน เชื่อว่าท่านจะคอยประทานเงินให้แก่ผู้เป็นเจ้าของที่ เดิมหัตถ์ซ้ายของเทวดาจะถือสมุด (หนังสือ) ซึ่งคนในสมัยก่อนน่าจะตระหนักว่าความรู้สำคัญกว่าเงินทองเพราะหนังสือก่อให้เกิดความรู้สติปัญญา เพื่อใช้เลี้ยงชีพต่อไปภายภาคหน้า
    นอกจากนี้ที่ขาดไม่ได้คือ ข้าบริวารรับใช้ของพระภูมิ ๑ คู่ เป็นตุ๊กตา มีทั้งปูนพลาสเตอร์ปั้นและพลาสติก ตัวละครหุ่นปั้นชาย-หญิง ๑ คู่ ช้างปั้น ม้าปั้น ส่วนเครื่องประกอบของศาลประกอบด้วย แจกันดอกไม้ ๑ คู่ กระถางธูป ๑ ใบ ผ้าเหลืองผูกเจว็ด ๑ ผืน ม่านประดับศาล ๔ ผืน ผ้าห้อยหน้าศาล ๑ ผืน เทียนเงินเทียนทองอย่างละ ๑ เล่ม ธูปเงินธูปทอง อย่างละ ๒ ดอก
    ในวันทำพิธีตั้งศาล เจ้าบ้านตระเตรียมเครื่องสักการะและสังเวยพระภูมิชุดใหญ่ ตั้งบนโต๊ะพิธีต่อจากนั้นผู้ทำพิธีหรือพรามหมณ์จะทำพิธีร่ายคาถาทำน้ำมนต์ไหว้ครู อัญเชิญเทวดาให้มาสิงสถิตที่เจว็ด ก่อนนำเสาศาลมาฝังลงดินเพื่อให้ทำมาค้าขึ้นก้าวหน้าร่ำรวย จะมีการนำน้ำมนต์ธรณีสารมารดบริเวณหลุม ช่วยไล่ภูติผีและสิ่งชั่วร้ายให้หมดไป จึงฝังสิ่งมงคลทั้งหลายลงไปด้วย เช่น ทองคำ เงิน เหล็ก แก้วมณี เป็นต้น รวมทั้งแผ่นทองคำ ซึ่งจารดวงชะตาของเจ้าของบ้าน ดวงชะตาพระภูมิ และยันต์จัตตุโร เจิมด้วยแป้งหอมน้ำมันหอม โรยทับตามด้วยดอกไม้ชื่อเป็นมงคลปนกับเหรียญบาทเหรียญสตางค์ จากนั้นจึงโบกปูนปิดทับตั้งเสาศาลคร่อมรอยปูนนี้ ให้ความสูงของปลายเสาอยู่ระดับเพียงตาจึงยกระดับศาลพระภูมิขึ้นบนเสาไม่ให้เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ถ้าเป็นสมัยก่อนจะนำเสาของศาลนั้นปักลงหลุมที่ทำพิธี
    หลังจากอัญเชิญเจว็ดมาสถิตที่ศาล โดยห้ามมิให้เอียงด้านใดด้านหนึ่ง พราหมณ์ผู้ทำพิธีจะมีการเจิมศาลและพรมน้ำอบที่ตัวศาล จากนั้นจึงจัดแจกันดอกไม้ กระถางธูป ข้ารับใช้พระภูมิ ละครรำ ช้างม้า เครื่องเซ่นบูชา พวงมาลัย ผ้าแพรผ้าสีผูกประดับที่เสา บูชาเครื่องเซ่น เป็นอันเสร็จพิธีตั้งศาล
    ส่วนการเซ่นสังเวยพระภูมิหลังจากวันทำพิธีแล้ว นิยมทำกันในหลายโอกาสพร้อมกับงานมงคลอื่น ๆ เช่น งานขึ้นปีใหม่ งานทำบุญบ้าน งานแต่งงาน งานบวช บางคนอาจบูชาทุกวัน โดยการถวายนั้น ตามตำราพรหมชาติกล่าวว่า ต้องกล่าวชื่อพระภูมิซึ่งก็คือ "พระชัยมงคล" ให้ถูกต้องต้องสังเวยอาหารคาวหวานให้ถูกต้องในเวลาก่อนเที่ยงวัน และต้องออกชื่อคนใช้ของพระภูมิคนใดคนหนึ่ง (นายจันทิศ นายจันถี และจ่าสพพระเชิงเรือน) เป็นคนนำไปถวายบูชาพระภูมิอีกทอดหนึ่งโดยเครื่องสังเวยดูตามเดือนดังนี้
    เดือน ๕, ๖, ๗, บูชาด้วยอาหารตามมีตามกินตามพื้นบ้าน เดือน ๘, ๙, ๑๐ บูชาด้วยเนื้อพล่า ปลายำ เดือน ๑๑, ๑๒, ๑ บูชาด้วยเนื้อดิบสด ๆ และเดือน ๒, ๓, ๔ บูชาด้วยผลหมากรากไม้
    เมื่อเสร็จจากการเซ่นบูชาแล้ว ควรลาเครื่องสังเวยหลังจากธูปหมดก้านแล้ว แบ่งอาหารคาวหวานเป็นที่เล็ก ๆ วางไว้โคนเสา เพื่อเซ่นแก่คนใช้ของพระภูมิและผีไม่มีญาติ
    จะว่าไปแล้วศาลพระภูมิถือเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ อย่างน้อยคนรุ่นหลังจะได้สัมผัสความคิดความรู้สึกของคนสมัยก่อนจากสิ่งนี้ ว่ามีความละเอียดอ่อนในจิตใจต่างกับคนรุ่นหลังอย่างไร
    บนความเจริญทางวัตถุนิยมของมนุษย์ พระภูมิเจ้าที่ยังคงเป็นสิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่คู่กับความเชื่อของคนไทยอีกตราบนาน ไม่ได้จางไปเช่นเดียวกับกลิ่นธูปและควันเทียนที่ขจายไปตามสายลม ยังมีความเชื่ออีกหลายหลากที่เกิดจากความศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น หรือความเร้นลับในบางสิ่งที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยระบบเหตุผลหรือด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่าบางครั้งความเชื่อในบางเรื่องหรือบางสิ่งบางอย่าง จะดูขัดกับความรู้สึกของเราบ้าง แต่อย่างน้อยวัตถุบางสิ่ง เช่น ศาลพระภูมิ หรือความเชื่อในบางสิ่ง ก็เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้การดำเนินชีวิตของเราเป็นไปตามครรลองอันดีงาม.

    เครื่องสักการะและสังเวยพระภูมิ (ชุดใหญ่)

    1. เก้าอี้และโต๊ะประกอบพิธี ขนาดพอวางเครื่องสังเวยได้ และผ้าขาวปูโต๊ะ
    2. ผ้าขาวสำหรับผู้ทำพิธี ๑ ผืน และห่มสไบเฉียงทับเสื้ออีก ๑ ผืน
    3. ร่มกระดาษ ๑ คัน
    4. พานเชิงสำหรับวางเจว็ด
    5. ขันน้ำมนต์ ๑ ใบ นิยมใช้ขันสำริดเพื่อความขลังและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น
    6. ใบไม้ชื่อเป็นมงคลใส่ในขันน้ำมนต์ ได้แก่ ใบเงิน ใบนาค ใบชัยพฤษ์ ใบทับทิม ใบมะยม หญ้าคา
    7. แป้งกระแจะและน้ำมันหอม พร้อมถ้วยสำหรับผสมแป้งเจิม
    8. เทียนทำน้ำมนต์ ทำมาจากขี้ผึ้ง ๑ บาท ไส้ ๑๒ เส้น
    9. ธูปเทียนรายประจำทิศทั้งแปด รวม ๘ เล่ม แต่ละเล่มทำมาจากขี้ผึ้ง ๑ บาท
    10. ธูปเทียนสำหรับพราหมณ์ผู้ทำพิธีและเจ้าบ้านใช้บูชาพระภูมิ
    11. ดอกไม้สี ๑ กระถาง
    12. ข้าวตอก ๑ กระทง
    13. ถั่วและงาคั่วรวมกัน ๑ กระทง
    14. ถั่วดิบ งาดิบ อย่างละ ๑ กระทง
    15. บายศรีปากชาม ๑ ที่ ใส่ไข่ต้มที่ยอด ๑ ฟอง วางรายรอบอีก ๑ ฟอง
    16. กล้วยน้ำว้า ๑ หวี
    17. มะพร้าวอ่อน ๑ ผล
    18. ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว แกงบวดฟักทองหรือมันเทศอย่างละ ๑ กระทง
    19. ข้าวทิพย์ (ข้าวรำ) ๘ ก้อน
    20. เป็ด ไก่ ปูทะเลปลาช่อน อย่างละ ๑ ตัว พร้อมน้ำจิ้มซึ่ง ทำด้วยมะนาวสด เกลือป่น พริกตำละเอียดไม่ใช้ของอื่นปน
    21. หัวหมูเครื่องครบ (มีหัว หาง และตีน) ๑ หัว
    22. อ้อยควั่นประดับดอกไม้ ๑ จาน
    23. น้ำชา ๑ ถ้วย
    24. หมากพลู บุหรี่ อย่างละ ๑ จาน
    25. เนยและนมข้น อย่างละ ๑ กระทง
    * ของเซ่นสังเวยอาจเพิ่มได้อีกตามความพอใจของเจ้าของบ้าน เช่น ของคาว หรือผลไม้ตามฤดูกาล
    บทความ โดย จิตจินต์ เจียระไน
    ข้อมูล จาก หนังสือ ออร่า
ผู้ลงบทความ : www.tawanlanna.com